สำนักประกันคุณภาพ

ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักประกันคุณภาพ


    รายละเอียดของการประกาศ
    หัวข้อประกาศ :: Question-Based Learning คืออะไร และคำถามมีผลอย่างไรต่ออนาคตของการศึกษา
    รายละเอียด ::

    Question-Based Learning คืออะไร และคำถามมีผลอย่างไรต่ออนาคตของการศึกษา

    โดย พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

     

                 QBL คืออะไรสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม: วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเริ่มนำแนวคิดของ Question-Based Learning (QBL) หรือ การเรียนรู้ที่ใช้คำถามเป็นศูนย์กลาง มาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษามาช่วงหนึ่งแล้ว โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักและเตรียมความพ้อมให้คณาจารย์และบุคลากรของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และเมื่อบุคลากรมีความพร้อม ผลผลิตในทิศทางของ QBL ไม่ว่าจะเป็นตำรา หรืองานวิจัย ก็จะถูกผลิตออกมาเพื่อส่งเสริม “สังคมที่มีภูมิคุ้มกันจากคำถาม” (Robert J. Brym’s Society in Question)[1]

                 QBL มีความแตกต่างจาก PBL และ IBL อย่างไร: จากช่วงเวลาที่ผ่านมา QBL สร้างความสับสนและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะ QBL เป็นแนวทางใหม่ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่กระบวนการการเรียนรู้ที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นกระบวนการการมอง การวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยคำถามแทนที่เคยเป็นด้วยคำตอบ ซึ่งยังไม่มีการใช้ที่แพร่หลาย จึงยากที่จะค้นหาและศึกษาจากตัวอย่าง (case studies) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บุคลากรที่เข้าสืบค้นเรื่อง QBL จะสับสนและเข้าใจว่า QBL คือสิ่งเดียวกันกับ PBL (Problem-Based Learning/การเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน) หรือแม้กระทั่ง IBL (Inquiry-Based Learning/การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้)

                อันที่จริงหลักการทั้งสามนั้นมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (constructivism)[2] ที่มีคำอธิบายโดยย่อที่ชัดเจนคือ “Learning by Doing” ที่มีรากฐานจากงานของ เพียเจย์ (Jean Piaget) ดูวี่ (John Dewey) วายกอสกี้ (Lev Vygotsky) เปปเปอร์ท (Seymour Peppert) และนักการศึกษาอื่นๆที่รุ่งเรืองในยุคต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 แต่ที่ต่างกันคือเป้ประสงค์หลักและวิธีการที่จะได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจ

                สำหรับ Problem-Based Learning หรือ การเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน นั้น มีจุดเริ่มต้นจากการศึกษาในศาสตร์แพทย์ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ จากการทดลองรักษาโรคต่างๆ และเรียนรู้จากประสพการณ์ที่ได้มา[3] เมื่อนำมาใช้กับการศึกษาในวงกว้าง การเรียนการสอนจะนำเสนอโดยเริ่มจากปัญหาหรือสถานการณ์ และเครื่องมือที่สามารถใช้แก้ปัญหา รวมทั้งกรอบความคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นให้เวลาที่เหมาะสมโดยปล่อยให้ผู้เรียนศึกษาทำความเข้าใจกับปัญหาและสภาวะแวดล้อมต่างๆ แล้วจึงแก้ไขปัญหาที่นำเสนอ โดยพุ่งเป้าไปที่ความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการพยายามแก้ปัญหาของผู้เรียน[4] ดังนั้น PBL จึงเป็นแนวทางการเรียนรู้จาการแก้ปัญหา สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับนอกจากความรู้ในเชิงวิชาการแล้ว ผู้เรียนจะได้ทักษะในการแก้ปัญหา และการใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งมีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับ QBL เป็นอย่างมาก และในความเป็นจริง PBL ก็เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเครื่องมือที่ดีในการเดินหน้าสู่ QBL

                อีกแนวทางหนึ่งที่ดูจะไกลจาก QBL กว่า แต่ก็ยังมีคนสับสนกับแนวทางของ QBL อยู่คือ IBL หรือ Inquiry-Based Learning หรือแปลเป็นไทยว่า การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ ส่วนที่คล้ายกับ QBL คือคำว่า  “inquiry” ซึ่งมีความหมายตาม Webster Dictionary ว่า “an act of asking for information” หรือ “การถามหรือค้นหาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล” ดังนั้นหัวใจหลักของ IBL คือการแสวงหาข้อมูล ซึ่งถือเป็นทักษะที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่มีข้อมูลให้สืบค้นมากมาย เช่น การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต การเรียนการสอนในรูปแบบ IBL จะเริ่มจากการนำเสนอหัวข้อหลักที่ต้องการจะศึกษา จากนั้นจึงเปิดโอกาศให้ผู้เรียนคิด และแสวงหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักด้วยวิธีการต่างๆจากสื่อต่างๆ ผู้เรียนจะได้องค์ความรู้จากการค้นคว้า หาประเด็นความรู้ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของทักษะการวิจัยที่ต้องหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามการวิจัย (research question) ในอนาคต[5]  เบล และบานชี (Bell and Banchi, 2008)[6] ได้นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ IBL ไว้ 4 ขั้นคือ

                1. Confirmation Inquiry: การค้นหาข้อมูลเพื่อยืนยัน เป็นการนำเสนอคำถาม กระบวนการอันที่จะได้        มาซึ่งคำตอบ โดยมีคำตอบเสนอไว้อยู่แล้ว ผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อยืนยันหรือปฎิ เสธคำตอบด้วยข้อมูลที่ค้นคว้า

                2. Structured Inquiry: ผู้เรียนจะได้รับคำถามการวิจัย และกระบวนการการค้นคว้าหาข้อมูล แต่ต้องหา        ข้อมูลเพื่อที่จะได้มาซึ่งผลลัพท์ และคำอธิบายเพื่อยืนยันข้อมูลและผลลัพท์ด้วยตนเอง

                3. Guided Inquiry: ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลเพียงคำถามการวิจัย ผู้เรียนต้องออกแบบกระบวนการหา              ข้อมูลและผลด้วยตัวผู้เรียนเอง

                4. Open Inquiry: ผู้เรียนต้องคิดคำถามจากประเด็นที่ได้นำเสนอ จากนั้นจึงคิดออกแบบกระบวนการที่          จะได้มาซึ่งข้อมูลที่สะท้อนผลลัพท์ได้

                สำหรับ QBL ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้วางแนวทางไว้นั้น มีความคล้ายคลึง แตกต่าง และต่อเนื่องในแง่มุมที่แตกต่างกัน แต่เพื่อที่จะเข้าใจแง่มุมต่าง เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจแนวทางของ QBL อย่างถ่องแท้เสียก่อน QBL แปลความหมายตรงตัวว่า การเรียนที่ใช้คำถามเป็นฐาน แต่ความหมายนั้นลึกลงไปถึงการปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึง วิเคราะห์ สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยคำถามแทนที่จะเป็นด้วยคำตอบ ดังนั้นแนวคิดเบื้องหลังของ QBL คือการมองโลกด้วยคำถาม (approach the world with questions) ดังเช่น อัลเบอร์ท ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้ระบุไว้ในหนังสือ Relativity: The Special and the General Theory ว่า “Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow. The important thing is to not stop questioning.”[7] หรือ “เรียนรู้จากอดีต,มีชีวิตในปัจจุบัน,หวังสำหรับอนาคต แต่ที่สำคัญคืออย่าหยุดตั้งคำถาม” เป็นที่เข้าใจกันในโลกของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า คำถามคือสิ่งที่ผลักดันไปสู่ความก้าวหน้า ไม่ใช่เพียงคำตอบ แต่การสร้างคำถามนั้นถือเป็นทักษะที่จำเป็นต้องใช้เวลาและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกฝังและฝึกฝน ซึ่งสวนทางกับการเรียนการสอนในระบบการศึกษาในปัจจุบันดังที่ Richard Saul Wurman สถาปนิกและนักคิดชื่อดังได้อธิบายไว้ในด้านลบว่า "In school, we're rewarded for having the answer, not for asking a good question.”[9] หรือ “โรงเรียนให้รางวัลกับผู้ที่มีคำตอบ แต่ทำไมไม่ให้รางวัลกับผู้ที่มีคำถามที่ดี” ดังนั้น QBL จึงถือเป็นคำตอบให้กับนักคิดเหล่านั้น โดยให้รางวัลกับผู้ที่มีคำถาม มากกว่าารให้กับผู้ที่มีคำตอบโดยปราศจากคำถาม

                ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วว่า การปลูกฝังให้มองโลกด้วยคำถาม คือทักษะที่ต้องอาศัยการปลูกฝังที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่สามารถส่งเสริมการศึกษาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมองโลกด้วยคำถามได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าวประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

                1. การดำเนินการเรียน/การสอนในห้องเรียน: การจัดการเรียน/การสอนในระบบ QBL ให้สัมฤิทธ์ผล       นั้น จำเป็นต้องวางเป้าหมายและวิธีการที่สอดคล้องกับหลักการ QBL ไว้ตั้งแต่ต้น โดยการแบ่ง                   เนื้อหาเป็นจุดประสงค์คล้ายการดำเนินการในระะบบการศึกษาทั่วไป แต่ต้องปรับให้แต่ละจุด                            ประสงค์เริ่มจากคำถาม และจบด้วยคำถามเพื่อดึงความสนใจให้ผู้เรียนได้คิดถึงคำถามอันพึงจะมี

                    ในหัวข้อจุดประสงค์ดังกล่าวต่อไป และพร้อมกันนั้น ก็เป็นการปูคำถามเพื่อนำเข้าสู่บทเรียนในจุด           ประสงค์ต่อไป หลักที่สำคัญที่สุดการเรียน/การสอน ต้องมีแผนที่ระบุไว้อย่างแน่นอน และต้องเริ่มทุก         จุดประสงค์ ทุกบทสรุป และทุกท้ายจุดประสงค์ด้วยคำถาม เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าสู่การรับข้อมูล          ด้วยคำถามแทนการรับข้อมูลด้วยคำตอบเท่านั้น และยังเป็นการปลูกฝังความเคยชินให้รับข้อมูล                 ใหม่ๆด้วยคำถามเป็นตัวนำอีกด้วย ผู้สอนจึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจ และดำเนินการตามหลัก QBL                             อย่างเคร่งครัด ในแต่ละจุดประสงค์ของการเรียน/การสอน ผู้สอนควรนำเทคนิคในส่วนของ PBL                     และ IBL เป็นเครื่องมือในการดำเนินการเพื่อให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้จากกิจกรรม และเชื่อมต่อ                        คำถามเริ่มต้น และคำถามส่งท้ายได้อย่างสมบูรณ์

                2. เอกสารการเรียน/การสอน และสื่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง: ดังที่ Ben Carson ได้กล่าวไว้ว่า                       “Knowledge is the key that unlocks all the doors.”[10] หรือ “ความรู้คือกุญแจที่สามารถเปิดได้

                    ทุกประตู” แต่ “หนังสือคือกุญแจสู่ความรู้” ดังนั้นหนังสือจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการ

                    สร้าง   และเข้าถึงความรู้ ซึ่งยังคงเป็นจริงแม้แต่ในยุคดิจิตอลและอินเทอร์เน็ตเช่นยุคปัจจุบัน ดังนั้น

                    การใช้หนังสือหรือสื่อสารสนเทศเป็นสื่อในการปลูกฝังระบบความคิดในรูปแบบ QBL จึงต้องผนวก

                    เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเรียน/การสอนทั้งระบบ และต้องนำมาปรับให้เริ่มต้นบทเรียนในหนังสือ

                    และสื่อต่างๆด้วยคำถามในรูปแบบเดียวกับการเรียน/การสอนในห้องเรียน โดยผู้สอนต้องใช้

                    เอกสาร และสื่อต่างๆเพื่อใช้ประกอบการเรียน/การสอน หรือการศึกษาด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด

                    หลักการของ PBL สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวางโครงสร้างของสื่ และตำราได้ โดย

                    การนำเสนอสถาณการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้กรอบทฤษฎีในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ โดยที่ให้

                    เน้นเรื่องการตอบคำถาม และนำความคิดด้วยคำถาม และอาจผนวกหลักการของ IBL เพื่อขยายช่วง

                    เวลาความสนใจให้มากขึ้นด้วยการชี้นำให้สืบค้นเพื่อเป้าหมายในการตอบคำถามอีกด้วย

                 3. กิจกรรมอื่นๆ: นอกจากการเรียน/การสอนในห้องเรียน และการนำเสนอข้อมูลในการเรียนในรูป                        แบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรา หรือสื่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้องแล้ว กิจกรรมต่างๆก็ถือว่ามีความสำคัญ      ในการที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการเรียนรู้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางของ QBL ที่มี        เป้าหมายเพื่อปรับการเข้าถึงสิ่งต่างๆโดยผ่านทางคำถาม ดังนั้นทุกกิจกรรมจึงจำเป็นต้องแฝงการ                ปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของคำถาม โดยชี้ให้เห็นผ่านกิจกรรมและหัวข้อของกิจกรรมว่า                  การตั้งคำถามที่ดีสามารถเป็นภูมิคุ้มกันในการตัดสินใจของผู้เรียนได้ และยังเป็นเครื่องกรองความ            ถูกต้องของข้อมูลต่างๆที่สามารถเข้าถึงได้อย่างมากมายในยุคของข้อมูลข่าวสารดังเช่นปัจจุบันนี้      กิจกรรมจึงควรเริ่มและจบด้วยคำถามเช่นเดียวกัน

     

                จากข้อมูลที่มาและลักษณะของ QBL PBL และ IBL จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงในแง่ของปรัชญาทางด้านการศึกษา (epistomology) ที่ยึดหลักการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (constructivsm) แต่แนวทางทั้งสามมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน IBL นั้นจะเน้นทักษะการสืบค้น และการกรองข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วน PBL นั้นจะเน้นไปที่ทักษะการแก้ปัญหาในกรอบทฤษฎี และ QBL คือการปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึงศาสตร์ต่างๆด้วยคำถาม โดยยึดหลักว่าคำถามจะสร้างความสนใจให้กับผู้เรียนในแต่ละประเด็นการเรียนจนสามารถศึกษาหาคำตอบด้วยตนเองได้ ในขณะเดียวกันยังเป็นภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการหลงเชื่อข้อมูลใดๆที่ไม่สมด้วยเหตุผล และยังเป็นเวทีในการสร้างทักษะการแก้ปัญหาได้เช่นเดียวกับแนวทางของ PBL อีกด้วย ดังนั้นหากวางแผนในการใช้แนวทาง QBL เป็นโครงสร้างและเป็นแนวทางที่ผนวกอย่างใกล้ชิดและชัดเจนในกระบวนการการเรียน/การสอน การสร้างตำรา สื่อ และกิจกรรมต่างๆ โดยใช้แนวทางของ PBL และ IBL เป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมให้เดินหน้าไปสู่ผลสัมฤิทธิของ QBL และนั่นคือผลสัมฤิทธิ์ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามคาดหวัง และนั่นคือคำตอบของคำถามที่ว่า QBL คืออะไรสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    แหล่งอ้างอิง

     

    1. Brym, R. J. Society in Question. Scarborough, ON.: Nelson College Indigenous, 2006.

     

    2.  Fosnot, C. T. Constructivism: Theory, Perspectives And Practice. New York, NY, Teacher College Press, 2005.

     

    3.  Savery, J. R. (2006). Overview of Problem-based Learning: Definitions and Distinctions. Interdisciplinary Journal of Problem-based Learning, 1, 1, pp. 9-20.

     

    4. Hmelo-Silver, C. E. (2004). Problem-Based Learning: What and How Do Students Learn? Educational Psychology Review, 16, 3,pp. 235-266.

     

    5. OĞUZ-ÜNVER, A, ARABACIOĞLU,S. (2011). Overviews on inquiry based  and problem based learning methods. Western Anatolia Journal of Educational Sciences, 1, 1, pp. 303-309.

     

    6.  Banchi, H. & Bell, R. L. (2008). Simple strategies for evaluating and scaffolding inquiry. Science and Children, 45, 7, pp 28-31.

     

    7.  Einstein, A, Lawson, R. W. Relativity: The Special and the General Theory; A Popular Exposition, New York, NY.: Crown Publishers, 1961.

     

    8.  Berger, W. A More Beautiful Question. New York NY.: Bloomsbury Publishing, 2014.

     

    9.  Carson, B. Gifted Hands. Hagerstown, MD.: Review and Herald Publishing, 2009.

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    แนวปฏิบัติการจัดการเรียนรู้

    โดยใช้คำถามเป็นฐาน

    Question-Based Learning

     

     

     

     

     

     

     

    ฝ่ายวิชาการ

    วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    1

    แนวปฏิบัติการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน

     

    (Question-Based Learning)

     

                 วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม มีนโยบายจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้นักศึกษาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกให้นักศึกษาตั้งคำถามเป็น ทำไม อย่างไร เพื่อความสนใจในการเรียน และหาคำตอบด้วยตนเอง กระบวนการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน (Question-Based Learning : QBL) เป็นขั้นตอนที่จะปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึงศาสตร์ต่างๆ ด้วยคำถาม โดยผู้สอนนำเทคนิคของ PBL (Problem-Based Learning) เสริมสร้างทักษะในการแก้ปัญหาและการใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล (บทความของพรพิสุทธิ์ มงคลวนิช) จะทำให้ผู้เรียนมีภาวะผู้นำทางความคิดและการแก้ปัญหาเมื่อสำเร็จการศึกษา สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                 การใช้คำถามเป็นเทคนิคสำคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิทธิภาพ เป็นกลวิธีการสอนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดความคิด สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี การถามจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  ที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ โดยกระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด ทำความเข้าใจให้กระจ่าง ได้ข้อมูลป้อนกลับทั้งด้านการเรียนการสอน ก่อให้เกิดการทบทวน การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่างๆ ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นและเกิดความท้าทาย โดยบทบาทผู้เรียน จะเรียนรู้จากการคิดเพื่อสร้างข้อคำถามและการหาคำตอบด้วยตนเอง

    ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน

                 1.ขั้นวางแผนการใช้คำถาม ผู้สอนควรจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้คำถามเพื่อวัตถุประสงค์ใด รูปแบบหรือประการใดที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของบทเรียน

                 2. ขั้นเตรียมคำถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำถามที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการสร้างคำถามอย่างมีหลักเกณฑ์

                 3.ขั้นการใช้คำถาม ผู้สอนสามารถจะใช้คำถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และอาจจะสร้างคำถามใหม่ที่นอกเหนือจากคำถามที่เตรียมไว้ก็ได้ ทั้งนี้ต้องเหมาะสมกับเนื้อหาสาระและสถานการณ์นั้น ๆ

                 4. ขั้นสรุปและประเมินผล

     

     

    2

                       4.1การสรุปบทเรียนผู้สอนอาจจะใช้คำถามเพื่อการสรุปบทเรียนให้นักศึกษาเข้าใจและตอบคำถามได้ ให้บรรลุผลการเรียนรู้

     

                       4.2การประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)

     

    เทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน

                 1.ทำบรรยากาศให้ดี เป็นมิตร และปลอดภัย

    • ระวังบรรยากาศคุกคาม
    • เริ่มต้นการสอน บอกวิธีการสอน อาจารย์จะใช้การสอนแบบใช้คำถามเพื่อให้ตอบ โดยให้เกียรติผู้เรียน เรียกชื่อนักศึกษาเพื่อสร้างความประทับใจให้นักศึกษาตั้งใจเรียน
    • ใช้  ASA (Attentive, Smile, Acknowledge) = มองหน้าตั้งใจฟัง ยิ้มน้อยๆ ชมเมื่อตอบถูก (เก่งมากค่ะ ดีมากค่ะ เห็นด้วยค่ะ)
    • เมื่อตอบผิด - ทำไมคิดอย่างนั้น แก้ concept ที่ถูกต้อง เพื่อให้นักศึกษาคิดใหม่ หาคำตอบที่ดีกว่าและให้กำลังใจสำหรับคำถามคำตอบต่อไป
      -ให้ความเข้าใจว่า คำตอบไม่เคยมีคำตอบเดียว อาจมีมากกว่า 1 คำตอบ
      -ให้คิดว่า ตอบผิด ดีกว่า ไม่ตอบ

                 2.เลือกคำถามที่ดีที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้

    • เลือกคำถามปลายเปิด เช่น ทำไม อย่างไร เพราะเหตุใด ให้นักศึกษาคิดคำตอบเอง
    • แนะแนวการคิด guide โดยใช้คำถามที่นักศึกษาจะต้องนำความรู้พื้นฐาน (Basic Knowledge) มาประยุกต์

              3. ใช้เทคนิคให้ดี

    • ถามชัดเจน ไม่กำกวม
    • เลือกคำถามกว้างๆ ปลายเปิด ---ทำอย่างไร
    • ถามทีละ 1 คำถาม อย่าถามเป็นชุด
    • ให้เวลาคิด 10 วินาที
    • เทคนิค Pose – Pause – Pounce ตั้งคำถาม---- รอคำตอบ ---- ถ้าไม่ตอบ ถามระบุคน

     

     

     

    3

    คำถามที่ควรหลีกเลี่ยง

     

    • คำถาม ใช่ ไม่ใช่
    • คำถามกำกวม
    • คำถามให้เดา
    • คำถามชี้นำ

    วิธีการตั้งคำถามแบบโซเครติก (Socratic Method)

    • เป็นวิธีสอนของนักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อโซเครติส วิธีสอนแบบนี้ใช้การตั้งคำถามให้นักเรียนคิดหาคำตอบหรือตอบปัญหาด้วยตนเอง โดยครูจะกระตุ้นให้นักเรียนนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เคยเรียนแล้ว
    • คำถามของครูจะเป็นแนวทางให้นักเรียนคิดค้นหาความรู้ นักเรียนจะเรียนด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง และเป็นการเสริมสร้างสติปัญญาให้ทุกคนรู้จักแสดงความคิดเห็น อภิปรายแล้วสรุปความคิดเห็นลงในแนวเดียวกัน วิธีสอนแบบนี้เหมาะสำหรับนักเรียนที่ชอบใช้ความคิดค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งต่างๆ

     

    Socratic questioning มี 6 แบบ

                 1. Tell me more: ขอความกระจ่าง

                 2. Probe assumption: ขอข้อสรุป

                 3. Reason ขอเหตุผล

                 4. View point & Perspectives ถามมุมมองแง่อื่นและแนวคิด

                 5. Implication & Consequence การนำไปใช้และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น

              6. คำถามที่ทำให้เกิดทักษะการคิด เป็นคำถามขั้นสูง

     

    ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน

                1. ผู้เรียนกับผู้สอนสื่อความหมายกันได้ดี

                 2. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                 3. สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน

                 4. ช่วยเน้นและทบทวนประเด็นสำคัญของสาระการเรียนรู้ที่เรียน

     

     

    4

                 5. ช่วยในการประเมินผลการเรียนการสอน ให้เข้าใจความสนใจที่แท้จริงของผู้เรียน และวินิจฉัยจุดแข็งจุดอ่อนของผู้เรียนได้

     

                 6. ช่วยสร้างลักษณะนิสัยการชอบคิดให้กับผู้เรียน ตลอดจนนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนตลอดชีวิต

    อ้างอิง

    วันดี โตสุขศรี.Clinical Teaching: Questioning (การใช้คำถามในการสอน).คณะพยาบาลศาสตร์ ภาค

                 วิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ..2553.

    เว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ของครูคณิตศาสตร์.การจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม (Questioning Method).

                 [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://sites.google.com/site/khunkrunong/n12 [สืบค้นเมื่อ 22 สิงหาคม

                 2557]

    พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช.นโยบายการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คำถามเป็นฐาน (Question-Based Learning :

                 QBL) อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, 2557.

     

     

     

     

     

     

    ไฟล์แนบ :: [เอกสารดาวน์โหลด]
    วันที่ลงประกาศ :: 2014-08-26