สำนักประกันคุณภาพ

ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักประกันคุณภาพ


    รายละเอียดของการประกาศ
    หัวข้อประกาศ :: การตั้งประเด็นวิจัยที่น่าสนใจในการตีพิมพ์
    รายละเอียด ::

    แบบรายงานผลการจัดการความรู้ ปีการศึกษา 2557

    ประเด็นความรู้                                    :  การจัดการความรู้  (KM)

    ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้      :  อาจารย์ผู้เข้ารับการอบรม

    วัน เดือน ปี ที่ดำเนินการ         :  21  พฤษภาคม 2558  ณ.ห้องประชุมสัมมนาชั้น 4

    สรุปองค์ความรู้ที่ได้                :

     การตั้งประเด็นวิจัยที่น่าสนใจในการตีพิมพ์

     

    การตั้งประเด็นของงานวิจัยมีความสำคัญต่อการตอบรับจากวารสารที่ต้องการตีพิมพ์  ผู้วิจัยควรเขียนบทความวิจัยในประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจ ของชุมชนวิชาการ เพราะบทความที่ทันสมัยจะมีโอกาสได้รับการตีพิมพ์สูง การตั้งประเด็นงานวิจัยในบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติหรือนานาชาติสามารถพิจารณาได้จาก

    1.             วารสารที่ต้องการตีพิมพ์

    เนื่องจากวารสารแต่ละฉบับมีกรอบของงานวิจัย (theme) ที่ชัดเจน  ผู้เขียนควรตั้งหัวข้องานวิจัยให้สอดคล้องกับกรอบงานวิจัยของวารสารที่ต้องการตีพิมพ์

    2.             ขอบเขตของงานวิจัย

    ขอบเขตของงานวิจัยมีความสำคัญในการกำหนดชื่อเรื่องและรูปแบบที่ต้องการนำเสนองานวิจัย  ผู้เขียนงานวิจัยควรกำหนดประเด็นวิจัยหรือคำถามวิจัยให้สอดคล้องและคลอบคลุมกับเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ

    2.1      ชื่อเรื่อง

    การตั้งชื่อเรื่องต้องกระชับและแสดงถึงภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด ผู้วิจัยอาจเขียนเป็นประโยคคำถามเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน

    ในกรณีของงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบ ชื่อบทความวิจัยควรมีคำสำคัญที่แสดงตัวแปรตาม (dependent variable) ที่ศึกษา เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นงานวิจัยในลักษณะใด

    2.2      รูปแบบการนำเสนอ

    รูปแบบการนำเสนองานวิจัยขึ้นอยู่กับวารสารงานวิจัย  การอ่านงานวิจัยที่คล้ายคลึงกับงานวิจัยของผู้วิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยทราบรูปแบบการเขียนงานวิจัย การเรียงลำดับหัวข้อและประเด็นที่จะนำเสนอได้ดีขึ้น

     

     

     

    วิธีการเลือกแหล่งตีพิมพ์ที่เหมาะสมกับงานวิจัย

     

    1.          การเลือกวารสารในการตีพิมพ์ พิจารณาจากวารสารที่มีแนวทาง ขอบข่าย วัตถุประสงค์ หรืองานทดลอง เทคนิค แนวทางการวิจัยที่ตรงกับงานวิจัยของตนเอง โดยขอบข่ายงานตีพิมพ์ของวารสารแต่ละฉบับจะปรากฏอยู่ด้านหน้าและหลังวารสารแต่ละฉบับ  หรืออาจตรวจสอบได้จากเว็บไซด์ของวารสารซึ่งมีคําแนะนําสําหรับผู้เขียนเช่น ประเภทของบทความ รูปแบบการเขียน และรูปแบบการอ้างอิง

    2.          การเลือกตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติหรือระดับนานาชาติ พิจารณาโดยการประเมินจากงานวิจัยที่ทำว่ามีความประเด็นที่เป็นที่สนใจที่กำลังมีการตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน มีการใช้เทคนิคและเครื่องมือที่ทันสมัย มีปริมาณงานมากพอที่จะสามารถตีพิมพ์ในระดับชาติหรือระดับนานาชาติได้ สำหรับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติควรตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index (TCI) 

    3.          การพิจารณาค่า Impact factor “Impact factor” หมายถึง ดัชนีชี้วัดคุณภาพของวารสารซึ่งวัดจํานวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความในวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิงในแต่ละปี พิจารณาจากคุณภาพของงานวิจัยของตนเอง โดยทั่วไปนักวิจัยใหม่จะเลือกตีพิมพ์ในวารสารที่มีค่า Impact factor ระดับกลาง เมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ในการเขียนเพิ่มมากขึ้นจึงเลือกค่า Impact factor  ที่สูงขึ้น

    4.          การตีพิมพ์ในวารสารที่เป็น E-journal วารสารวิชาการในระดับนานาชาติปัจจุบันส่วนใหญ่มีการจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Journals) และรวบรวมทำดัชนีไว้ในฐานข้อมูลออนไลน์ต่างๆมากมาย ซึ่งฐานข้อมูลที่มีชื่อเสียงที่ได้รับความเชื่อถือ ได้แก่ ISI Web Of Science, Scopus, ScienceDirect  ซึ่งมีการแจ้งผลการตอบรับหรือปฏิเสธการตีพิมพ์อย่างรวดเร็ว

    5.             การตีพิมพ์โดยการนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ ซึ่งมีการตีพิมพ์

    บทความวิชาการในวารสารฉบับพิเศษ (Special Issue) 

    ในการตีพิมพ์ (production times)  ค่า impact factor ความถี่ในการตีพิมพ์ และรูปแบบการตีพิมพ์เพื่อประกอบการพิจารณา และสามารถดู aim and scope ของวารสารได้จากหน้าแสดงผลนี้ หรือจะไปดูที่หน้าเว็บไซต์ของวารสารก็ได้

     

     การวิเคราะห์งานวิจัยเพื่อนำไปสู่การตีพิมพ์

     

                    เพื่อที่จะตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารชั้นนำ สิ่งที่ควรคำนึงถึงควรเริ่มต้นจาก งานวิจัยมีความเหมาะสมหรือไม่ ที่จะลงตีพิมพ์เผยแพร่ในวาสารนั้นๆ ต้องเป็นงานวิจัยที่ไม่ซ้ำกับผู้อื่น ไม่เคยมีการตีพิมพ์งานแบบเดียวกันนี้มาก่อน หรืออาจวิจัยเป็นครั้งแรกในภูมิภาค หรือในประเทศ   การตั้งชื่องานวิจัยควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อสื่อและดึงดูดผู้อ่าน ส่วนการกำหนดวัตถุประสงค์นอกจากจะต้องชัดเจน ควรสอดคล้องกับความต้องการ หรือโจทย์วิจัยในปัจจุบัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งการเขียนวิจารณ์จะแสดงถึงความเป็นเหตุเป็นผล สามารถชี้ให้เห็นถึงจุดที่น่าสนใจของผลลัพธ์ที่ได้เป็นการแสดง หรือเน้นถึงประโยชน์ของงานวิจัย

    การคัดลอกงานวิจัย

     

                    กว่าจะเขียนงานวิจัยให้เป็นเล่มรายงาน หรือ เป็นบทความเพื่อการตีพิมพ์ก็ยากในระดับหนึ่งแล้ว  

    แต่สิ่งที่นักวิจัยทุกคนต้องตระหนักและให้ความสำคัญในระหว่างการเขียนก็คือการเขียนทั้งหมดควรมีที่มาจาก ความรู้ที่เราได้รับหรือพัฒนามางานวิจัย การเขียนด้วยภาษาและสำนวนของตัวเอง โดยทั้งรายงานหรือ บทความนั้นต้องปราศจากการคัดลอก   

                    การคัดลอกงานวิจัยเป็นความผิดหรือไม่และทำไมถึงเป็นประเด็นทางจรรยาบรรณของนักวิจัยที่ต้อง มีการตรวจสอบกันทั้งระดับชาติและนานาชาติ  ก่อนที่จะตอบคำถามอยากให้นักวิจัยทราบความหมายของการ คัดลอกก่อน การคัดลอก (Plagiarism) คือ การนำผลงานของคนอื่นมาใส่หรือรวมไว้ในงานตัวเองด้วยวิธีการที่ ไม่ถูกต้อง หรือ การขโมย หรือ การนำผลงานหรืองานเขียนของคนอื่นมาใส่ในงานเขียนของตัวเอง หรือ การ ทำให้คนอื่นเชื่อว่าผลงานงานนี้เป็นผลงานของตัวเอง    

                    เมื่อการคัดลอก คือ การนำผลงานคนอื่นมาใส่ด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องหรือขโมยนั้นเราจะพบงานในลักษณะนี้จะไม่มีการอ้างอิงเอกสารหรือแหล่งความรู้  โดยการอ้างถึงเรื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งผู้เขียนไม่ได้ค้นพบหรือ ทดลองได้ด้วยตนเอง การอ้างลักษณะนี้ต้องมีเอกสารอ้างอิง ซึ่งการคัดลอกในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้น ตอนเขียนให้หมั่นตรวจทานและพยายามถามตัวเองตลอดว่าเรื่องนี้เรารู้ได้อย่างไร ควรอ้างอิงอย่างไร  

                    การคัดลอกที่พบบ่อยกว่า คือ การยกประโยค หรือ คำพูดมาใช้  ซึ่งในประเด็นนี้ถือว่าการนำคำพูด จากเอกสารอื่นมาเกิน 4 คำ แม้ว่ามีการอ้างอิง ให้ถูกนับว่าเป็นการคัดลอก ดังนั้นการยกตารางหรือแผนภาพ จากรายงานผู้อื่นมาใช้ในรายงานของตัวเองเลยจึงเป็นการคัดลอกด้วย แต่ถ้านักวิจัยมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูล จากตารางหรือแผนภาพนั้น ควรนำมาเขียนใหม่หรือเรียงใหม่ให้เป็นการน าเสนอด้วยสำนวนของตัวเองพร้อม กับการอ้างอิงที่ถูกต้องและครบถ้วน    

                    ส่วนการคัดลอกด้วยการใช้งานของคนอื่นมาเปลี่ยนเป็นชื่อของเรานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดเป็น 

    อย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการขโมยและผู้ทำจะกลายเป็นโจรทางวิชาการ  ส่วนการทำวิจัยแล้วเรื่องที่ทำไปซ้ำ กับคนอื่นไม่ได้ถือว่าเป็นการลอกผลงาน ถ้าผู้ทำไม่ได้จงใจและไม่ได้นำเอาเนื้อหา ข้อมูลและผลงานของผู้อื่นมา ใช้ เช่น นายสำเนาได้รายงานการวิจัยเรื่องการขยายพันธุ์แมลงหวี่ที่ตึกปฏิบัติการกลาง ปรากฏว่าชื่อผลงานไป คล้ายกับนายสำคัญที่รายงานเรื่องการขยายพันธุ์แมลงหวี่ที่จังหวัดนครปฐม เมื่อตรวจสอบเนื้อหาด้านในพบว่า วิธีการและจุดประสงค์เดียวกัน มีแตกต่างที่กลุ่มตัวอย่างเท่านั้น ในกรณีนี้ถือว่านายสำเนาลอกผลงานของนายสำคัญ   

                    การคัดลอกในกรณีสุดท้าย คือ การคัดลอกงานตัวเอง ซึ่งการคัดลอกด้วยวิธีนี้เป็นการคัดลอกที่ ผู้วิจัยรู้ตัวเองดีแต่มักจะคิดว่านี้เป็นงานของเรา การนำเรื่องหรือรูปจากงานวิจัยที่หนึ่งไปใส่ในงานวิจัยที่สองนั้น ไม่สามารถทำได้ควรใช้รูปใหม่หรือเปลี่ยนวิธีเขียนใหม่  ไม่ควรใช้ของเก่าที่เคยเผยแพร่แล้วนั้นเอง การคัดลอกงานวิจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บางท่านอาจเคยทำมาบ้างแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ประเด็นนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยให้ยึดคำสอนว่าให้เกรงกลัวและละอายแก่บาปที่จะก่อ  

     

    อ้างอิง จาก  https://kmscirmutto.files.wordpress.com/2015/03/11.docx

                                                                                                      

                                                                                                                       รวบรวมโดย    ฝ่ายวิชาการ                                                                                    

     

      

       

     

     

     

     

    ไฟล์แนบ :: [เอกสารดาวน์โหลด]
    วันที่ลงประกาศ :: 2015-11-17